0

แชร์ประสบการณ์ผ่าไส้ติ่ง

แชร์ประสบการณ์ผ่าไส้ติ่ง


2022-02-17 14:55:23

วันนี้แอดมินจะขออนุญาตมาแชร์ประสบการณ์ตรงของตัวเอง กับการ “ผ่าไส้ติ่ง” ซึ่งเป็นการแอดมิทเข้าโรงพยาบาลครั้งแรกในชีวิต และเป็นเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นกับทุกคนได้เช่นกันค่ะ ลองอ่านเพื่อเตรียมตัวไว้ก่อนได้นะคะ

 

อาการที่พบ (แต่ละคนก็จะมีอาการที่ต่างกันไปเล็กน้อยค่ะ) สำหรับแอดมิน มีอาการปวดท้องตั้งแต่เย็นวันเสาร์ และปวด ๆ หาย ๆ จนชะล่าใจ ไปทำงานวันจันทร์ตามปกติ แต่วันจันทร์เป็นวันที่ทรมานที่สุดแล้ว เพราะว่า ปวดท้องจนแทบจะนั่งหรือขยับตัวไม่ได้เลย รู้สึกเจ็บมาก ๆ ตอนเข้าห้องน้ำ, เบื่ออาหาร, มีไข้ ด้วยค่ะ นอกจากอาการของแอดมินแล้ว อาการอื่น ๆ ที่อาจเป็นได้ ก็จะมี ท้องอืด, ท้องเสีย, คลื่นไส้, ปวดรอบ ๆ สะดือ คล้ายโรคกระเพาะ เรียกว่า ถ้าปวดท้องแล้ว อย่าปล่อยให้ปวดนานข้ามวันข้ามคืน เหมือนแอดมินเด็ดขาดเลยนะคะ 


ไปโรงพยาบาล หลังจากมีอาการรุนแรงมากทั้งวัน เลิกงานวันนั้น แอดมินก็รีบไปตรวจที่โรงพยาบาลเลยค่ะ (ถือว่าช้าไปมาก ๆ นะคะ เพราะควรไปตั้งแต่เช้าแล้ว)  พอคุณหมอกดท้องน้อยฝั่งขวา แอดมินก็เจ็บมากกกก    คุณหมอเลยวินิจฉัยคร่าว ๆ ว่าน่าจะเป็น “ไส้ติ่งอักเสบ” หลังจากนั้นก็ส่งไปห้องเจาะเลือด ตรวจปัสสาวะ และเตรียม ทำ CT Scan เพื่อตรวจสอบความผิดปกติอื่น ๆ ทันที เผื่อว่าจะเป็นโรคอื่นที่ไม่ใช่ไส้ติ่งอักเสบ เช่น มีเนื้องอกในมดลูก หรือกระเพาะปัสสาวะอักเสบ ฯลฯ 


มาถึงนาทีนี้ ขอคั่นด้วยเรื่อง สิทธิที่ใช้ในการรักษา หน่อยนะคะ เพราะค่าใช้จ่ายก็สำคัญกับการรักษามากเลย สำหรับแอดมิน ณ ตอนนั้น มีแค่สิทธิประกันสังคมมาตรา 33 ค่ะ ไม่มีประกันอื่น ๆ ซึ่งตรวจเบื้องต้นถ้าผลออกมาปกติ เราจะแค่ผู้ป่วยนอก ประกันสังคมก็จะคุ้มครองด้วยวงเงินที่จำกัดมาก (แค่ CT Scan ก็ 20,000 กว่าบาทแล้วค่ะ) นอกจากนั้น รพ.แรกที่แอดมินไปตรวจ ก็เป็นโรงพยาบาลใกล้ที่ทำงาน จึงไม่ใช่โรงพยาบาลที่มีสิทธิประกันสังคมของแอดมินค่ะ และมีค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูงมาก พอได้ปรึกษากับคุณพยาบาลและคุณหมอ ก็ใจดีมากค่ะ แนะนำว่ายังไม่ต้องทำ CT Scan ที่นี่ก็ได้ เดี๋ยวแพทย์จะจัดการเรื่องส่งตัวไป รพ.ในสิทธิประกันสังคมให้ แต่ย้ำว่า คืนนี้ยังไงก็ต้องไปหาหมอเท่านั้น เพราะถ้าไส้ติ่งอักเสบมาเกิน 2 วันแล้ว ก็มีสิทธิที่จะไส้ติ่งแตกและอันตรายถึงชีวิตได้เลยค่ะ และพอผลแล็บออกมา ก็พบว่า เม็ดเลือดขาวมีความผิดปกติ ซึ่งหมายถึงภายในร่างกาย มีอวัยวะที่ติดเชื้อหรืออักเสบค่ะ (ซึ่งสารภาพว่าแอดมินก็จำรายละเอียดเชิงการแพทย์ไม่ได้ทั้งหมด 100% นะคะ) แต่ผลปัสสาวะเป็นปกติดี แปลว่าไม่ใช่โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบค่ะ 


ความเจ็บปวดที่หนักกว่าการปวดไส้ติ่งคือ การที่ไม่มีประกันสุขภาพ นะคะ เพราะแอดมินต้องแบกร่างที่ปวดท้องไปขึ้นรถไฟฟ้ากลับบ้าน เพื่อไปโรงพยาบาลที่มีสิทธิประกันสังคมค่ะ พอไปถึงแล้ว ก็ยื่นใบส่งตัว และเข้าตรวจเพิ่มเติมอีกรอบ นั่นคืออัลตราซาวนด์ช่องท้องล่าง เพื่อตรวจความผิดปกติของมดลูกค่ะ (แต่ที่นี่ไม่ได้แจ้งให้ทำ CT Scan) หลังจากอัลตราซาวนด์แล้วก็ชัดเจนค่ะ ว่าไม่มีความผิดปกติที่มดลูกหรือไม่มีก้อนเนื้องอกใด ๆ คุณหมอก็เตรียมให้ผ่าตัดไส้ติ่งทันที 


เตรียมแอทมิท หลังจากนั้น ทางทีมพยาบาลก็สอบถามเวลาที่กินข้าวมื้อล่าสุด ว่าสามารถผ่าตัดได้หรือไม่ (ต้องงดอาหารประมาณ 6-8 ชั่วโมงค่ะ) และแจ้งว่า ต้องนอนห้องรวม เพราะเป็นสิทธิประกันสังคม แต่จุดนี้ ในช่วงสถานการณ์โควิด แอดมินก็เลยขอแจ้งจ่ายส่วนต่างเพิ่ม เป็นห้องผู้ป่วยเดี่ยวค่ะ สรุปว่าก็ได้แอดมิทคืนนั้น และต้องผ่าตัดแบบเปิดหน้าท้อง เพราะข้อจำกัดของวงเงินประกันสังคม ทำให้มีตัวเลือกการผ่าตัดที่น้อยลงค่ะ (มีวิธีการผ่าตัดแบบอื่น เช่น ผ่าตัดแบบส่องกล้อง จะมีค่าใช้จ่ายที่สูงมาก แต่ก็พักฟื้นน้อยกว่ามากเลยค่ะ) ซึ่งก็ได้เตรียมผ่าตัดด้วยการบล็อกหลัง ชาไปทั้งตัวเลยค่ะ เป็นครั้งแรกในชีวิตที่หนักหน่วงและเจ็บปวดมาก สรุปว่าวันนั้นออกจากห้องผ่าตัด ตี 3 นิด ๆ กลัวมากเลย แต่ก็ผ่านไปด้วยดี แอดมิทเป็นผู้ป่วยใน ทั้งหมด 2 คืน และพักฟื้นอีกรวม ๆ กว่าจะไปทำงานได้ ประมาณ 2 สัปดาห์ค่ะ ในระหว่างพักฟื้นก็มีต้องไปล้างแผลและตามอาการด้วยค่ะ มีภาพอาหารจากโรงพยาบาลที่ถ่ายไว้มาฝากด้วยค่ะ (แต่ตอนนั้นไม่รู้สึกอยากกินอะไรเลย เพราะคลื่นไส้อาเจียน ท้องอืดมาก ๆ ค่ะ)



  


ก็จบรีวิวเกี่ยวกับการเข้าโรงพยาบาลแล้ว แต่แอดมินจะขอสรุปให้ฟังเกี่ยวกับ การใช้สิทธิรักษาทั้งหมด ด้วยค่ะ ยอดค่าใช้จ่ายรวม ๆ แล้ว (เป็นรพ.เอกชนทั่วไป) ประมาณ 60,000.- บาท แต่ค่าห้องผู้ป่วยเดี่ยวประมาณ 3,000.- บาทต่อคืน ค่ารักษาส่วนเกิน และค่าจิปาถะอื่น ๆ ที่แอดมินต้องจ่ายเงินเองก็เกือบ 40,000.- บาทค่ะ ซึ่งเห็นได้ชัดเลยว่า การทำประกันสุขภาพสำคัญมาก ๆ เลยค่ะ เพราะต่อให้เราจะรักษาด้วยสิทธิประกันสังคมก็ตาม แต่ความคุ้มครองก็จำกัด (มาก) และ "ไส้ติ่งอักเสบ" เป็นโรคที่อาจเกิดขึ้นได้กับทุกคนและไม่มีทางป้องกันที่ชัดเจน หรือถ้าเป็นโรคร้ายแรงกว่านี้ หรือโรงพยาบาลที่ค่าบริการสูงกว่านี้ ค่าใช้จ่ายก็ยิ่งสูงงงงง อย่าคิดว่าประกันสุขภาพไม่สำคัญหรือเปลืองเงินเลยนะคะ เพราะถึงเวลาที่จำเป็นต้องใช้ ก็คุ้มค่ากว่าต้องจ่ายส่วนต่างจากสวัสดิการเยอะมากเลยค่ะ ซึ่งประกันของโคโรเนท โบรกเกอร์ ก็มีตัวเลือกตามงบประมาณที่เหมาะสมมากมายเลยค่ะ


  • ประกันสุขภาพ - Health Easy ประกันที่เหมาะกับมนุษย์เงินเดือน เบี้ยเริ่มต้น 2,160.- บาท/ปี มีความรับผิดส่วนแรกแค่ 20,000.- บาทต่อครั้ง ซึ่งก็คุ้มครองส่วนต่างจากสิทธิประกันสังคมได้นะคะ และคุ้มครองสูงสุดถึง 500,000.- บาท จะซื้อเพิ่มความคุ้มครองเป็นเงินชดเชยรายได้ หรือ ค่ารักษา OPD ก็ได้ค่ะ 

  • ประกันสุขภาพ - สบายใจ ถ้าอยากได้ความคุ้มครองที่มากกว่า แนะนำ ประกันสุขภาพความคุ้มครองสูงสุด 10,000,000.- บาท เบี้ยเริ่มต้น 1,338.- บาท/เดือน หรือ 16,051.- บาท/ปี คุ้มครองตั้งแต่บาทแรก ให้ค่ารักษาแบบเหมาจ่ายเลยค่ะ   


  • ประกันสุขภาพ - สุขใจ  อีกตัวเลือกของประกันสุขภาพ ที่คุ้มครองสูงสุด 10,000,000.- บาท เป็นประกันสุขภาพแบบครบครัน เบี้ยเริ่มต้นแค่ 1,467.- บาท/เดือน หรือ 17,601.- บาท/ปี ครอบคลุมโรคร้ายแรงอย่างโรคมะเร็งด้วยค่ะ



หรืออยากปรึกษาเพิ่มเติม เกี่ยวกับข้อมูลประกันอื่น ๆ  ปรึกษาทีมงาน โคโรเนท โบรกเกอร์ ที่ Line: @coronetbrokers คลิก https://bit.ly/3sPnV6z ได้เลยนะคะ มีประกันแล้วไม่ได้ใช้ ดีกว่าจะใช้ แล้วไม่ได้ทำประกันนะคะ